Viva Mexico (Part 1)

October 15th, 2012

จากสนามบินซูริค ในประเทศสวิตเซอร์แลนด์ เครื่องบินประจำชาติของสเปน Iberia พาเราสองคน ฉันและสามี วอลเตอร์ ไปลงที่สนามบิน Benito Juarez ในตอนเย็น ของวันศุกร์ มานูเอล Manuel ซึ่งทำหน้าที่เป็นทั้งไก๊ด์และคนขับรถในคราวเดียวกันมารับ ระหว่างทางที่รถวิ่งจากสนามบินไปโรงแรม Maria Isabel Sheraton

 

สังเกตได้ถึงความไม่เป็นระเบียบและขยะที่เรี่ยราดอยู่ทั่วไป ได้กลิ่นของ ความยากไร้ที่ปรากฏให้เห็นที่นั่นและที่นี่ นอกจากนั้นยังมี smogปกคลุมอยู่อย่างหน แน่นอีกต่างหากด้วยเหตุที่เราชินกับการอยู่ในประเทศที่พัฒนาจนสูงสุดแล้ว จึงได้มองความเป็นไปของบ้านเมืองบางแห่ง ด้วยสายตาที่แตกต่าง เพื่อจะได้เรียนให้คุณผู้อ่านทราบว่า นักท่องเที่ยวมองประเทศที่ด้อยพัฒนาหรือกำลังพัฒนาด้วยความรู้สึกเช่นไร ถึงแม้พวกเขามีมารยาทดีที่จะไม่กล่าวสิ่งใดให้เป็นที่สะเทือนใจของเจ้าของบ้านก็ตาม แต่ในฐานะที่ตนเองเกิดในประเทศไทย แม้ว่าจะอยู่ต่างประเทศมาเป็นเวลานานถึงเกือบสี่สิบปี ก็ยังคงรักและห่วงใยประเทศบ้านเกิดของตนเสมอ คิดว่าสามารถพูดความจริงได้ ความจริงที่บางครั้งอาจจะโหดร้าย แต่ทั้งนี้และทั้งนั้นเป็นการติเพื่อก่อ ไม่ใช่เพื่อเหยียดหยามหรือทำลาย

 

พอมาถึงหน้าสถานทูตสหรัฐฯที่อยู่ใกล้โรงแรม ก็ได้เห็นการเดินขบวนของชาวเมืองหลวงกลุ่มหนึ่งกำลังต่อต้านหรือเรียกร้องอะไรสักอย่าง มีตำรวจในเครื่องแบบสีน้ำเงินพร้อมหมวกและโล่ ยืนคอยระวังเหตุการณ์ร้ายที่อาจจะเกิดขึ้น  ถามมานูเอล เขาก็บอกว่าไม่ต้องไปสนใจเพราะมีการเดินขบวนแบบนี้อยู่เป็นประจำในประเทศนี้

 

วันรุ่งขึ้น ไก๊ด์มารับพาไปสวนน้ำ Xochimilco โซชีมิลโคซึ่งเคยเป็นหมู่บ้านติดทะเลสาบ เดี๋ยวนี้เป็นแห่งเดียวที่เป็นส่วนหนึ่งของเม็กซิโกซิตี้ที่ยังเป็นคลองและมีสวนดอกไม้และสวนผักที่ยังลอยอยู่เหนือน้ำ เรียกว่า chinampas ปลูกโดยเผ่า แอสเท็กซ์ Aztecs โบราณที่อยู่ในเม็กซิโกในราวศตวรรษที่ ๑๔ เผ่านี้เป็นเผ่านักรบ แต่ในขณะเดียวกันก็ต้องการทำกสิกรรม สำหรับเลี้ยงคนในเผ่าของตนอีกด้วย เขาจึงสร้างเขื่อนปลูกสวนดอกไม้และสวนผักในคลองให้มีรากยาว ถมดินลงไปให้สูงขึ้น เพื่อให้ต้นไม้และดอกไม้ในสวนงอกงามเติบโต วิธีนี้ยังทำอยู่จนทุกวันนี้ที่ Xochimilco หรือโซชีมิลโค

 

ที่ท่าเรือมีเรือจอดอยู่แน่นขนัด ไก๊ด์เช่ามาได้ลำหนึ่ง ตกแต่งด้วยสีสันแสบตา มีประทุน พร้อมมีโต๊ะอยู่ตรงกลางลำเรือ  มีม้าให้นั่งสบายๆ คนเรือโย้เรือให้แล่นเรื่อยๆไปตามลำคลอง ภายใต้ต้นหลิวอันร่มรื่น แลเห็นสวนดอกไม้และสวนผักอยู่แน่นสองข้างฝั่ง เมื่อไรที่ทนกับความเย้ายวนของดอกไม้สวยๆในสวนไม่ได้ เราก็ขอร้องให้เรือหยุดแล้วแวะเข้าไปดู ทั้งๆที่ซื้อไม่ได้เพราะไม่รู้จะซื้อไปทำไมและจะเก็บไว้ที่ไหน เนื่องด้วยเป็นวันเสาร์ จึงมีชาวเมืองหลวงเช่าเรือออกมานั่งเล่นกันหลายลำ แต่ละลำก็ประดับด้วยดอกไม้สีสวย ทาสีฉูดฉาด  มีดนตรีเล่นกันสดๆ บ้างก็เต้นรำกันอย่างสนุกสนาน บ้างก็นั่งกินอาหาร คุยกันในระหว่างเพื่อนฝูงและครอบครัวอย่างมีความสุข

 

 

 

ตั้งแต่ออกเรือมา สังเกตว่ามีชายหนุ่มคนหนึ่งติดตามมาด้วย ตอนแรกคิดว่าเขาเป็นส่วนหนึ่งของเรือ แต่พอเรือแล่นไปสุดทางกลับมา เขาก็พูดภาษาอังกฤษกระท่อนกระแท่นว่า มีเซอร์ไพรส์ให้ดู แล้วก็เปิดกระเป๋าเอาของออกมาโฆษณาและชักชวนให้ซื้อ ฉันดูไปเรื่อยๆเพราะไม่ต้องการขัดใจ แต่ในที่สุดก็ไม่ได้ซื้ออะไร คุณผู้อ่านที่เป็นแฟน คงจะจำได้ว่า ผู้เขียนคนนี้ไม่ใช่นักช็อป แต่ใครจะช็อปก็ไม่ว่ากัน พอเห็นว่าขายอะไรไม่ได้ เขาก็เก็บกระเป๋าแล้วลงจากเรือไปขึ้นลำอื่น พอเขาไปก็มีเรือขายของลำอื่นแล่นตามติดมาชวนเชื่อให้ซื้อของๆเขา นอกจากนั้นก็มีเรือเล็กๆออกมาขายของกินเล่น ไม่แน่นเท่าตลาดน้ำของไทย แต่ก็มีจำนวนมากพอสมควร

 

บนฝั่งในตัวหมู่บ้านเอง มีตลาดสดขายของ ทั้งของกินของใช้ มีโบสถ์ที่สร้างขึ้นตั้งแต่สมัยคณะสงฆ์นิกายซานฟรานซิสกัน ในปลายศตวรรษที่สิบหก

 

ไก๊ด์พาไปดูมหาวิทยาลัยที่ใหญ่ที่สุดในลาตินอเมริกา เรียกง่ายๆว่า UNAM ที่มาจาก Universidad Nacional Autonoma de Mexico กลุ่มตึกที่น่าสนใจที่สุดตั้งอยู่ที่ถนน Insurgentes ที่ยาวถึง ๔๐ กิโลเมตร ยาวที่สุดในลาตินอเมริกา ใกล้ๆกันเป็นสเตเดียมโอลิมปิกซึ่งได้กลายเป็นสัญลักษณ์ของเม็กซิโกในปี ๑๙๖๘ ที่มีการแข่งขันโอลิมปิกที่นี่ เหนือประตูทางเข้าด้านหน้า เป็นภาพวาดของศิลปินที่มีชื่อของเม็กซิโก คือ Diego de Rivera นอกจากนั้นก็มีจิตกรรมฝาผนังอยู่ทั่วไป แสดงถึงการต่อสู้ของชาวเม็กซิกันเพื่อให้ได้มาซึ่งอิสรภาพจากสเปน แล้วก็มีจิตกรรมฝาผังบน กระจก แสดงถึงกิจกรรมต่างๆของมหาวิทยาลัย ตึกของห้องสมุด มีหอคอยที่เด่นที่สุดประดับด้วยกระเบื้องโมเสกชิ้นเล็กๆสีสวย แสดงการพัฒนาในด้านวิทยาศาสตร์ของประเทศ

 

มานูเอลบอกว่ามีนักศึกษาประมาณสองแสนหกหมื่นคน เรียนหนังสือโดยแทบจะไม่ต้องเสียค่าเล่าเรียนเลยคือ เสียเงินกันคนละสี่สิบเซ็นต์ ต่อหกเดือน มีอาจารย์สอนประมาณสามหมื่นหนี่งพันคน

 

 

ในปี ๑๙๖๘ สิบวัน ก่อนจะมีพิธีเปิดกีฬาโอลิมปิก นักศึกษาได้เดินขบวนกล่าวหาว่ารัฐบาลที่นำโดย ประธานาธิบดี Gustavo Diaz Ordaz ในสมัยนั้น เพราะมีการคอร์รัปชั่นอย่างครึกโครม ทางรัฐบาลเองต้องการสร้างภาพที่ดีให้แก่ชาวโลก ในการแข่งขันอันยิ่งใหญ่ที่กำลังจะมาถึง โดยปราศจากการประท้วง จึงได้ส่งทหารขึ้นไปบนเฮลิคอปเตอร์แล้วกราดกระสุนปืนใส่นักศึกษาที่ยืนกล่าวคำปราศรัยอยู่บนระเบียง ข่าวในตอนนั้นบอกว่ามีคนตายยี่สิบคน แต่ความจริงแล้วมีจำนวนนักศึกษาและประชาชนที่ถูกสังหารถึงสี่ร้อยคน แต่ข่าวของการสังหารหมู่ไม่ได้เล็ดรอดออกไปจากประเทศเลยในตอนนั้น ด้วยการเซ็นเซอร์ที่เข้มงวด

 

เมื่อวันเปิดการแข่งขันกีฬาโอลิมปิกมาถึง ก็เป็น Business as usual ได้ข่าวว่าทางรัฐบาลของนาย Vincente Fox และนาย Felipe Calderonในปัจจุบันได้นำเอาคดีนี้ขึ้นมาปัดฝุ่นใหม่ ส่วนการสอบสวนจะได้ผลอย่างไรก็ต้องคอยดูกันต่อไป

 

เราแวะไปหยุดดูศิลปะสมัยใหม่ที่ตึกติด กับเวิล์ดเทรด เป็นจิตกรรมฝาผนังที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของโลก เรียกว่า March of Humanity ซึ่งเป็นศิลปะที่ยอดเยี่ยมที่สุดของศิลปินชาวเม็กซิกัน นาย David Alfaro Siqueiros แสดงการต่อสู้เพื่อความยุติธรรมระหว่างความมืดและความสว่าง ภาพวาดและจิตรกรรมฝาผนังหลายแห่งในเม็กซิโกมีลักษณะเช่นที่ว่านี้

 

บนถนนสายเดียวกันเราไปดู สนามการต่อสู้วัวแบบสเปนที่ bullring Plaza Mexico ซึ่งไก๊ด์บอกว่าใหญ่ที่สุดในโลก บรรจุคนดูได้ถึง หกหมื่นคน แต่ว่าการต่อสู้มีเฉพาะในวันอาทิตย์ของเดือนพฤศจิกายนถึงเดือนเมษายนเท่านั้น ตอนเราไปเป็นเดือนพฤษภาคม เห็นเขาบอกว่าส่วนใหญ่ torero นักต่อสู้กะทิงวัว จะไม่แทงวัวจนตาย

 

ก่อนอาหารกลางวันซึ่งก็บ่ายมากแล้ว ไก๊ด์เอารถไปจอด แล้วพาเดินไปตามถนนแคบๆชื่อ Avenida Francisco Sosa ซึ่งเป็นถนนเก่าแก่ที่สุดในลักษณะนี้ ที่สเปนสร้างขึ้นในอาณานิคม และงดงามที่สุดอีกต่างหาก ถนนสร้างด้วยหิน cobble stone เห็นได้ทั่วไปในเมืองที่สร้างขึ้นสมัยอาณานิคม มีต้นไม้ร่มรื่นทั้งสองข้างทาง มานูเอล ต้องการพาไปกินอาหารที่ ตำบล San Angel เราเดินผ่านบ้านสวยๆหลายหลัง ผ่านโบสถ์เล็กๆหลายแห่ง ผ่านพิพิธภัณฑ์ ผ่านรูปปั้นต่างๆ เพราะถนนนี้มีความยาวถึง หนึ่งกิโลเมตรครึ่ง

 

San Angel มีชีวิตชีวา โดยเฉพาะในวันเสาร์ Bazar Sabado เป็นตลาดเปิด ขายของจำพวกเครื่องประดับทำด้วยฝีมือเป็นเลิศที่สุดในประเทศ สินค้าที่ทำด้วยไม้ กระเบื้องและทำด้วยผ้า ราคาอาจจะแพงแต่เขาบอกว่าสมกับคุณภาพ มีศิลปินนั่งวาดรูปแบบ portrait มีภาพวาดสวยๆให้ได้ชมกัน มีของเก่า และของเครื่องใช้ต่างๆที่เห็นได้ทั่วไปในตลาดที่มีลักษณะเช่นนี้ ตั้งแต่ Plaza Jacinto จนถึงPlaza del Carmen มีร้านแบบ บูติก เล็กๆขายของน่ารักหลายอย่างรวมถึงของจำพวกแอนตีกด้วย ที่ San Angel มีร้านอาหารแบบเม็กซิกันหลายแห่ง มานูเอล พาเราไปกินที่ร้านแห่งหนึ่ง อร่อยมาก เอาไว้ตอนท้ายๆจะคุยถึงเรื่องอาหารของเม็กซิโก

 

วันรุ่งขึ้น หลังอาหารเช้า ไก๊ด์พาไปชมพิพิธภัณฑ์ National Museum of Anthropology เปิดเมื่อปี ๑๙๖๔ สถาปนิกที่ออกแบบคือ นาย Pedro RamirezVazquez เป็นพิพิธภัณฑ์ที่อลังการที่สุดในโลก ของพิพิธภัณฑ์ประเภทนี้ ภายในแสดงความเป็นไปของเม็กซิโกก่อนประวัติศาสตร์ ชีวิตความเป็นอยู่และความเชื่อของชนเผ่ามายา (Maya) เผ่าแอสเท็กซ์ (Aztecs) รวมถึงความรุ่งเรืองศิวิไลซ์ของเผ่าอื่นๆ ตลอดจนถึงความเป็นอยู่ในปัจจุบันของชาวเม็กซิกันพื้นเมืองอีกด้วย

 

ก่อนอื่นต้องเรียนว่า เม็กซิโกแบ่งออกได้เป็นสามภาคคือประเทศเม็กซิโก เรียกเป็นทางการว่า  Mexico United States มีเมืองหลวง เรียกว่า Mexico City และมีรัฐเม็กซิโกเรียกว่า State of Mexico เมืองหลวงของเม็กซิโกเป็นเมืองใหญ่ ที่สุดในโลกใหม่ New World เป็นที่ตั้งของรัฐบาล เป็นจุดศูนย์กลางของการพาณิชย์และการค้าขายทั่วไป ลักษณะของเมืองโดยส่วนรวมไม่น่าอยู่เพราะปกคลุมไปด้วยหมอกและควันพิษ แต่เม็กซิโกซิตี้ก็ร่ำรวยด้วยประวัติศาสตร์ในสมัยอาณานิคมและของชาวพื้นเมืองเผ่าดั้งเดิมของตนเอง ชนเผ่าแเอสเท็กซ์เคยมีอาณาจักรแห่งความศิวิไลซ์มาแล้วในที่แห่งนี้

 

ตึกที่ใหญ่โตมโหฬารอันเป็นที่ตั้งของพิพิธภัณฑ์แห่งชาติ สร้างด้วยคอนกรีต ค้ำความหนักทั้งหมดอยู่ด้วยเสาต้นใหญ่เพียงต้นเดียว ไก๊ด์ บอกว่า เป็นตึกคอนกรีตแบบเดียวในโลกที่สร้างแบบที่ว่านี้ ใช้เวลาอยู่ในนั้นนานหลายชั่วโมง เพราะแบ่งออกเป็นหลายห้องที่ชอบมากที่สุดห้องหนึ่ง เห็นจะเป็น The Aztec Hall ทางซ้ายของประตูทางเข้ามีวัตถุที่ใช้เพื่อการบูชาพระเจ้าของเผ่าแอสเท็คซ์ วัตถุอย่างหนึ่งที่น่าสนใจมากเป็นแจกันตัวลิงที่กำลังตั้งท้อง สลักมาจาก obsidian ที่เป็นหินแข็งสีดำได้มาจากภูเขาไฟ มีลักษณะคล้ายกับแก้ว แจกันใบนี้เป็นสัญลักษ์ของลมที่บรรจุด้วยเมฆหมอกสีดำ ซึ่งช่วยในการสืบพันธ์ที่สมบูรณ์ นอกจากนั้นก็มีแท่นหินบูชา สำหรับวางร่างมนุษย์ให้เหยียดตรง เพื่อจะได้ผ่าหัวใจออกเป็นเครื่องบวงสรวงแด่พระเจ้า มีโล่ที่ทำด้วยหนังสัตว์ประดับขนนก

 

 

 

 

 

 

สิ่งที่น่าสนใจอย่างอื่นก็มีรูปปั้นหัวของนักรบ ปฏิทินของเผ่าแอสเท็กซ์ หินเผาที่สลักเสลาสวยงาม หัวของชายหนุ่มที่ขุดขึ้นได้ที่เมืองเก่า Palenque ที่เรากำลังจะเดินทางไปอีกไม่กี่วันข้างหน้า มีหน้ากากที่ฝังด้วยเปลือกหอยสีเตอร์กอยซ์และหยกที่อ่อนช้อยสวยงามที่ขุดพบ มีรูปปั้นของพระเจ้าที่พวกเผ่าต่างๆเก็บไว้บูชา มีสมบัติและเพชรนิลจินดา ที่เคยเป็นของกษัตริย์ Pakal ซึ่งเป็นกษัตริย์องค์แรกของเผ่ามายาในระหว่างปี ๖๑๕ ถึง ๘๓๑ สมบัตินี้ถูกขุดค้นพบในหลุมฝังศพของ กษัตริย์พาคาลที่เมืองพาเลงเค่ ในปี๑๙๕๒

 

และนำมาเก็บรักษาไว้ที่นี่  ส่วนสุสานของพระองค์ยังคงมีให้เห็นที่เมืองพาเลงเค่ สุสานที่เห็นในพิพิธภัณฑ์เป็นสุสานจำลอง

 

แต่ละชั้นแบ่งการรวบรวมสิ่งของต่างๆของแต่ละเผ่าไว้อย่างเรียบร้อย กว่าจะออกจากพิพิธภัณฑ์ได้ ก็มึนไปหมด เพราะฟังไก๊ด์อธิบายอย่างเอาใจใส่ แต่ต้องตะแคงหูฟังให้ดีๆ เพราะการออกเสียงภาษาอังกฤษของมานูเอล เป็นเอกภาพไม่เหมือนใคร เช่นเวลาเขาพูดว่า Rain God เขาจะออกเสียงว่า Run Gaad ตัวเองก็งงไม่รู้ว่าเขาหมายถึงอะไร เห็นวอลเตอร์พยักหน้าหงึกๆก็คิดว่าเขาเก่ง รู้จักชื่อนี้ด้วย เราอ่านหนังสือมาแทบตายยังไม่รู้จักเลย คิดว่าจะถามทีหลัง แต่ปรากฏว่า คนที่พยักหน้าก็ไม่รู้เรื่องเหมือนกัน มานึกออกได้ตอนหลังเวลาเขาพูดถึง Chac Mool ซึ่งเป็นRain God พระเจ้าแห่งน้ำฝนและฟ้าแลบ ที่มักจะสลักไว้ตามฝาผนังของแหล่งโบราณ โดยมากเป็นรูปนั่งแบบเอน มีชามหินวางอยู่บนหน้าท้อง ใส่ของสำหรับทำพิธีบวงสรวงเอาไว้ แต่เรื่องนี้ยังไม่เป็นที่ยืนยัน

 

ตั้งแต่มีไก๊ด์คนนี้มา หญิงไทย ใจเย็นลงแยะ ไม่ฟิวส์ขาดเร็วเหมือนเมื่อก่อน เพราะนับถือในความรู้ของนายมานูเอล แถมพี่แกยังรู้จักร้านอาหารอร่อยๆไว้ปรนเปรอลูกทัวร์สองคนนี่ด้วย  เพราะฉะนั้นเรื่องการออกเสียงภาษาอังกฤษของแก จึงเป็นเรื่องรอง คอยเงี่ยหูฟังให้ดีๆก็แล้วกัน จำต้องใจเย็นๆเพราะเขายังต้องอยู่กับเราอีกหลายวัน

 

ไม่ว่าจะไปที่ไหนในยุโรปหรือแถบอเมริกาใต้ โบสถ์คาธอลิคเป็นสถานที่ที่มักจะรวมไว้ในการท่องเที่ยวเสมอ ในเมืองเม็กซิโกซิตี้ก็ไม่ต่างกัน เก้าในสิบคนของชาวเม็กซิกัน บอกว่าตนเองนับถือศาสนา คาธอลิค แต่ศาสนาคาธอลิคของชาวเม็กซิกันได้รวมเอาความเชื่อถือดั้งเดิมที่มีมาก่อนศาสนาคริสเตียนเข้าไว้ด้วย บุคคลที่พวกเขาบูชาและให้ความเคารพสูงสุดโดยเฉพาะอย่างยิ่งจากคนจน คือ พระแม่มารีอาผู้บริสุทธิ์ เรียกว่า the Virgin of Guadalupe ซึ่งเป็นพระแม่ผู้ให้ความคุ้มครองประเทศเม็กซิโก หรือ the patron saint ถือกันว่าพระแม่เป็นสิ่งที่ต้องเคารพบูชาอย่างโต้แย้งไม่ได้ อีกสองสิ่งคือ กองทัพ และตำแหน่งประธานาธิบดี

 

ตำนานเล่าว่าพระแม่ผู้บริสุทธิ์ผิวดำองค์นี้ ได้ปรากฏร่างขึ้น ณ สถานที่อันเป็นที่บูชาของผู้ไร้ศาสนา ในปี ๑๕๓๑ ในประเทศเม็กซิโกทุกแห่ง จึงมีรูปปั้นคล้ายคลึงกันนี้อยู่เสมอ แต่รูปปั้นดั้งเดิมของ Black Madonna สถิตอยู่บนแท่นภายในวิหาร กัวดาลูปแห่งนี้และได้รับการขนานนามว่า the Virgin of Guadalupe ตามอย่างพระแม่เจ้าในประเทศสเปน

 

Basilica de Guadalupe เป็นวิหารที่ร่ำรวยกว่าเพื่อน มี ผู้มาเที่ยวแสวงบุญมากที่สุดทั้งในทวีปอเมริกาเหนือและใต้รวมกัน วิหารสร้างขึ้นที่เชิงเขา Cerro del Tepeyac ตอนต้นศตวรรษที่สิบแปด ในแบบบาโร๊ค เนื่องจากมีหอคอยแบบเดียวกันอยู่ด้านหน้า สลักเป็นรูปพระแม่มารีอาเด่นเห็นได้ชัดเจน แต่น่าเสียดายที่ความงามของวิหารถูกบดบังจากโบสถ์ทรงกลมที่สร้างขึ้นใหม่ภายหลัง ใหญ่บรรจุคนได้ถึงหนึ่งหมื่นคน สิ่งที่ผู้คนแห่มาคารวะกันเป็นเครื่องแต่งกายที่ชาวพื้นเมืองอินเดีย นาย Juan Diego ใส่อยู่ในขณะที่พระแม่มารีอามาปรากฏร่างให้เห็น เชื่อกันว่ามีรูปของพระแม่ประทับอยู่บนเครื่องแต่งกายชิ้นนี้ วันที่เราไปชมวิหาร มีคนแน่นจริงๆ

 

วันที่ ๑๒ ธันวาคมของทุกปี เป็นวันครบรอบการปรากฏกาย apparition ของพระแม่ จะมีผู้ที่ศรัทธาแห่กันมาที่วิหารอย่างล้นหลาม เนื่องจากความเชื่อเรื่องนี้ไปตรงกับความเชื่อดั้งเดิม ในสมัยก่อนของชาวพื้นเมืองอินเดียในเรื่องของพระแม่เจ้าแห่ง Mesoamerican mother-goddess จะมีการร้องเพลงสดุดีถึงความประเสริฐของแม่ เด็กๆจะแต่งกายด้วยชุดท้องถิ่นออกมาเล่นดนตรีและเริงระบำ

 

Mesoamerica หมายถึงประเทศหลายแห่งที่มีความเชื่อ วัฒนธรรมและประเพณีคล้ายคลึงกัน ก่อนที่ชาวสเปนจะมายึดเอาไว้เป็นอาณานิคม จะแตกต่างกันก็แต่ภาษาเท่านั้น ประเทศเหล่านี้มี ประเทศในใจกลางและตอนใต้ของเม็กซิโก เบลีซ (Belize)

 

กัวติมาลา และส่วนหนึ่งของฮอนดูรัสรวมถึงเอลซัลวาดอร์ เป็นต้น

 

 

 

 

 

 

 

Teotihuacan (อ่าน ที โอ ที วา คาห์น) แปลว่า สถานที่ๆมนุษย์สามารถกลายร่างเป็นพระเจ้าได้ เป็นเมืองโบราณเก่าแก่ อยู่ห่างจากตัวเมืองเม็กซิโกไปทางตะวันออกเฉียงเหนือประมาณห้าสิบกิโลเมตร เมืองนี้เป็นที่ตั้ง ปิรามิด แห่งพระอาทิตย์ (Pyramid of the Sun) ที่ตำราบอกว่า เป็น ปิรามิดที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของโลก สร้างเสร็จในราว ศตวรรษที่ สองด้วยอิฐและดินเผา ยังมีสีทาที่ติดเหลืออยู่บ้าง เชื่อได้ว่าปิรามิดคงจะทาสีฉูดฉาดจึงยังมีสีเหลือให้เห็นเล็กน้อย ได้มีการขุดพบห้องต่างๆและช่องทางเดิน ข้างใต้ของ ปิรามิด

 

ห่างออกไปอีกด้านหนึ่งเป็น ปิรามิดแห่งดวงจันทร์ (Pyramid of the Moon) แม้ว่าจะมีขนาดเล็ก กว่าปิรามิดแห่งพระอาทิตย์ ปิรามิดแห่งดวงจันทร์ก็มีความสูงพอๆกัน ด้วยเหตุที่ความสูงและต่ำ ของพื้นฐานเบื้องล่างที่รองรับไม่เท่ากัน จากปิรามิดแห่งดวงจันทร์จะเห็นวิวที่ดีที่สุดของเมืองโบราณทั้งหมด

 

ระหว่างปิรามิดทั้งสอง มีทางเดินยาวตลอดช่วงของ ที โอ ที วา คาห์น ตั้งแต่ประตูทางเข้าด้านหนึ่งไปยังอีกด้านหนึ่ง ชาวแอสเท็กซ์ เรียกทางเดินนี้ว่า ทางเดินของคนตาย (Avenue of the Dead) เพราะเข้าใจผิด คิดว่า สิ่งก่อสร้างทั้งสองข้างเป็นหลุมฝังศพของ เจ้าฟ้า เจ้าแผ่นดินอันสูงส่ง

 

สถานที่แห่งนี้เคยเป็นที่อยู่อาศัยของคนถึงหนึ่งแสนสองหมื่นห้าพันคนในสมัยก่อนกำเนิดของ คริสตศาสนา และเป็นศูนย์กลางของผู้คนถึงกว่าห้าร้อยปี แต่ในที่สุดก็ถูกทำลายย่อยยับด้วยคนในเผ่าของตนเอง จึงถูกทิ้งทอดให้กลายเป็นที่ปรักหักพัง และได้กลายเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ของเผ่าแอสเท็กซ์ ที่เชื่อว่าเมืองนี้สร้างขึ้นโดยยักษ์ สถานที่ประกอบพิธีบวงสรวงอันประกอบด้วยวัด วัง และ ปิรามิด เป็นหลักฐานอันดีที่ชี้ให้เห็น ความรุ่งเรืองในสมัยก่อน แต่แทบจะไม่มีหลักฐานอะไรเลยมาแสดงว่าใครเป็นผู้ก่อสร้างและใครกันแน่ที่เป็นผู้อยู่อาศัย ความเป็นมาและเป็นไปและความเสื่อมโทรมของ ที โอ ที วา คาห์น ยังคงเป็นปริศนาที่ยังขบไม่แตกจนถึงทุกวันนี้  แต่ไม่ว่าจะเป็นวัดหรือวัง ทุกแห่งหนจะเป็นรูปสลักที่สวยงามปราณีตเป็นรูปสัตว์ จำพวกงู และนกเป็นต้น ในส่วนที่เป็นจิตรกรรมฝาผนังที่เหลือให้เห็นอยู่ เห็นมีเสือดาว จากัวร์ และนก

 

สิ่งปรักหักพัง ที่เห็นในปัจจุบัน เป็น เพียงเสี้ยวหนึ่งของของจริงที่ขุดได้ การขุดเริ่มมาตั้งแต่ปี ๑๘๖๔ และยังขุดอยู่เรื่อยๆจนถึงทุกวันนี้ ในปี ๑๙๗๑ นักโบราณคดีได้ขุดพบ ห้องหลายห้องใต้ ปิรามิดแห่งพระอาทิตย์ และในปี ๑๙๙๘ ได้ขุดพบหัวกะโหลกและโครงกระดูกของมนุษย์พร้อม เครื่องบูชายันต์ ภายใต้ฐาน ปิรามิดแห่งพระจันทร์ ที่บนราวบันไดของวังบางแห่งแกะสลักเป็นหัวงูจากหินก้อนมหึมา เชื่อกันว่างูทำหน้าที่คอยเฝ้าสถานที่แห่งนั้น

 

ถ้าต้องการจะเดินดูเมืองโบราณแห่งนี้ให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้ ก็ควรจะสรวมหมวกกันแดด สรวมรองเท้าสบายๆ มีน้ำมันทากันแดดให้พร้อมเพรียง ต้องเตรียมตัว เตรียมใจที่จะเดินในระยะทางที่ไกลพอสมควร ขึ้นและลงบันไดหลายขั้น บนความสูงประมาณ สองพันสามร้อย เมตรเหนือระดับน้ำทะเลของเม็กซิโกซิตี้ ท่ามกลางแดดที่ ร้อนเปรี้ยง แต่ถ้าใครไปถึงเม็กซิโกแล้วไม่ไปดู ก็น่าเสียดายมากที่สุด

 

ระหว่างทางกลับโรงแรม มานูเอล พาไปแวะที่โรงงานทำกระดาษจากพรรณไม้ชนิดหนึ่งเรียกว่า maguey ซึ่งมีลักษณะคล้ายคลึงกับลิ้น จรเข้ แต่มีต้นและใบใหญ่กว่ามาก นอกจากใบจะใช้ทำกระดาษแล้ว ยังใช้ทำแชมพู และผ้าได้อีกต่างหาก เขา สาธิต วิธีการทำให้ดู โดยดึงเอาส่วนแหลมซึ่งเป็นหัวของกอไม้ออก กลายเป็นเข็มที่แหลมคม ส่วนใบที่เหลือจากส่วนแหลมก็ทำเป็นกระดาษ

 

อีกวันหนึ่ง ไปเที่ยวชมจตุรัส Plaza del la Constitucion ที่ชาวพื้นเมืองเรียกว่า Zocalo อันแปลได้ว่า ฐาน จตุรัสแห่งนี้เป็นจัตุรัสที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งในโลก มีธงชาติเม็กซิโกมหึมา โบก ไปมาตาม ลม มีสิ่งก่อสร้างใหญ่สองแห่งตั้งอยู่ สิ่งก่อสร้างแห่งหนึ่งเป็นวิหาร Cathedral Metropolitana ซึ่งเป็นวิหารที่เป็นที่นิยมกันมากในหมู่คนในลาตินอเมริกา ใช้เวลาสร้างรวมกันแล้วถึง ๒๔๐ ปี ตั้งแต่สมัยที่เม็กซิโกตกเป็นอาณานิคมของสเปนใหม่ๆ จนถึงสมัยสุดท้าย อย่างไรก็ดี มีช่วงเวลาที่การก่อสร้างต้องหยุดไปโดยปริยาย ผลก็คือวิหารมีสไตล์หลายแบบ จากสถาปนิก ศิลปินวาดรูป ช่างแกะสลัก ที่มาจากที่ต่างๆกัน แต่ส่วนใหญ่เป็นลักษณะแบบสเปน แต่ก็มีลักษณะที่เป็นของเม็กซิโกอย่างเห็นได้ชัด อย่างไรก็ดี การที่มีลักษณะหลายแบบทำให้วิหารแห่งนี้มโหฬารน่าทึ่ง เนื่องจากวิหาร ค่อยๆทรุดลงไปเรื่อยๆในดินที่อ่อน ด้วยความกลัวว่า วิหารจะพังทลาย หลังแผ่นดินไหวในปี ๑๙๘๕ ได้มีการบูรณะซ่อมแซมขนานใหญ่ ไปแล้วเสร็จเอาในปี ๒๐๐๐ เพราะฉะนั้นเสาที่ค้ำอยู่จึงได้เอนลงไป และพื้นบางแห่งที่เทลาดต่ำจึงทำให้วิหารมีลักษณะที่โดดเด่นไม่เหมือนใคร

 

ทางตะวันออกของจตุรัส เป็นตึกที่ทำการของประธานาธิบดี Presidential Palace สร้างในแบบ เรเนซองส์ Renaissance เป็นออฟฟิศของประธานาธิบดีของเม็กซิโกหลายสมัยและหลายคน ภายในเป็นที่รวมของจิตรกรรมฝาผนังมากมายโดยศิลปินที่เคยกล่าวถึงแล้วคือ Diego Rivera คฤหาสถ์นี้เคยเป็นวังของ จักรพรรดิ ของเผ่าแอสเท็กซ์มาก่อน หลังจากนั่นก็ได้กลายเป็นที่พำนักของ ผู้พิชิต คอร์เตส ซึ่งมาทีหลัง Conquistador Cortes แห่งสเปนที่มาบุกรุกและรบกับเผ่าแอสเท็กซ์จนได้ชัยชนะ ตึกในปัจจุบันเริ่มขึ้นในสมัยนั้นจึงมีลักษณะแบบสเปนอยู่มาก หลังจากสงครามประกาศความเป็นไทจากสเปน ในปี ๑๘๒๑ Palacio Nacional ก็ได้กลายเป็นที่พำนักของประธานาธิบดีของเม็กซิโก และกลายเป็นที่ทำการของประธานาธิบดี Juarez ในราวปี ๑๘๖๐ ซึ่งได้เปิดให้ประชาชนได้เข้าชม นอกจากนั้นก็เป็นร้านอาหาร ร้านขายของ และโรงแรม

 

ทุกวันนี้ประธานาธิบดีของเม็กซิโกยังใช้ตึกนี้เป็นสถานที่ทำการ และเป็นที่ตั้งของกระทรวงการคลังอีกต่างหาก จุดเด่นสะดุดตากว่าสิ่งใด ก็คือ จิตรกรรมฝาผนังที่แสดงอยู่รอบๆบันไดทางขึ้นของห้องโถงด้านหน้า   Diego Rivera เป็นศิลปินผู้วาดในระหว่างปี ๑๙๒๙ ถึง ๑๙๓๕ หลังความวุ่นวายของการปฏิวัติในปี ๑๙๑๐ เขาต้องการชี้ให้เห็นอนาคตเม็กซิโกหลังการปฏิวัติ ความจริงมีรูปสีสันมากมาย แสดงประวัติความเป็นมาของเม็กซิโกก่อนที่สเปนจะมายึดครอง ความโหดร้ายของสงครามในคราวนั้น มีรูปการทำทารุณกรรมพวกที่ไม่นับถือศาสนาคาธอลิคโดยพระสงฆ์คาธอลิค รวมถึงจิตกรรมฝาผนังที่แสดงอยู่มากมายภายในตึก เหตุที่จิตรกรรมฝาผนังและรูปวาดเป็นที่นิยมกันแพร่หลายในหมู่ผู้คน มาจากความไม่รู้หนังสือของคนในสมัยนั้นเป็นประการสำคัญ การได้ดูรูปจึงช่วยให้คนที่ไม่รู้หนังสือเข้าใจประวัติศาสตร์ของบ้านเมืองตน The Cry เป็นรูปอีกรูปหนึ่งที่อยากให้ได้ชมกัน วาดโดยศิลปินที่มีชื่ออีกคนหนึ่งคือ Juan O’Gorman ในภาพแสดงให้เห็นพระสงฆ์คาธอลิค Miguel Hidalgo วิ่งนำหน้าฝูงชน ถือโคมไฟ ให้ลุกขึ้นมาต่อสู้ให้ได้มาซึ่งอิสรภาพจากสเปน เขาจึงเรียกภาพนี้ว่า El Grito หรือThe Cry แต่ทำไม่สำเร็จ ถูกประหารชีวิตเสียก่อนด้วยการยิงเป้าที่เมือง Chihuahua แล้วถูกตัดหัวไปเสียบประจานไว้ในกรงที่เมือง Guanahuato ถึงสิบปี Hidalgo เป็นชาวเม็กซิกันที่เกิดจากพ่อที่เป็นชาว คริโอลโล ผู้จัดการของฟาร์ม hacienda ในเมือง Guanahuato ที่จะพาคุณผู้อ่านไปเที่ยวในตอนหลัง ภาพวาดของ Hidalgo มีอีกมากมายหลายแห่ง รูปของเขาจำง่ายเพราะหัวที่เริ่มจะล้าน ถ้าจำได้ ดูแล้ว จะ สนุกเพราะเข้าใจเรื่องราวที่ออกจะซับซ้อนสักหน่อย

 

อีกสี่ปีต่อมา การเรียกร้องให้ต่อสู้ในแบบเดียวกันได้เกิดขึ้นอีก คราวนี้โดยพระสงฆ์อีกรูปหนึ่งคือ Jose Maria Morelos เขาเป็นชาวพื้นเมืองชาวเม็กซิกัน
แต่ก็ไม่ประสบความสำเร็จอีกเช่นกัน แต่ทั้งสองก็ได้จุดประกายแห่งการต่อสู้ให้เกิดขึ้นแล้ว

 

ทำให้เกิดนักต่อสู้ขึ้นอีกหลายคน จนได้ชัยชนะในที่สุด ที่ต้องเล่ามายืดยาวก็เพราะอีกสองวันเราจะเดินทางไปเมือง Morelia ซึ่งตั้งชื่อเมืองเพื่อเป็นเกียรติแก่พระสงฆ์บุตรชายของแผ่นดินรูปนี้

 

นอกจากนั้นที่จตุรัสแห่งนี้  ยังมีร้านอาหารหลายแห่ง มีร้านขายของจิปาถะมีการแสดง นาฏศิลป์พื้นเมืองของเม็กซิกันเผ่าต่างๆ  ต้องใช้เวลาเดินนานกว่าจะเดินได้ทั่วบริเวณอันกว้าง ใหญ่ของ Zocalo มีสร้อยคอลูกประคำหินใสสีดำซึ่งทำจาก หิน obsidianที่เห็นในพิพิธภัณฑ์ เป็นแจกันรูปตัวลิง มานูเอลบอกว่าหินนี้ใช้ทำมีดและอาวุธได้ด้วย ก่อนที่แร่เหล็กจะเข้ามามีบทบาทในชีวิตประจำวัน